เมื่อผักคือเป้าหมาย

posted on 14 Jan 2012 18:17 by tanii
ก้มกราบแทบพื้นบล็อก
 
อิฉันจากไปอยู่กับหนุ่มฝรั่งนามมาร์ก ซักเกอร์เบิร์กเสียนาน
ครั้นได้กลับบล็อกเกิดเมืองนอนก็รู้สึกหวลไ้ห้จนแทบอยากจะเลียนแบบอดีตทั่นผู้นั้น
...แต่มองซ้ายขวาหาพื้นแลนดิ้งไม่ได้ก็เลยยกมือไหว้คีย์บอร์ดแทน
"เอ็กซ์ทีนจ๋า ตานีกลับมาแล้ว"
 
สองสามปีมานี้ชีวิตเหมือนเดินหลุดเข้าไปในเขตอาคมอะไรสักอย่าง วิ่งวน หลงทาง สับสน ฟูมฟาย ไขว่คว้า...
รักและโกรธตัวเองสลับไปมาเหมือนหญิงบ้าสติแตก เพียงเพราะต้องการที่จะรู้ว่า my place ของตัวเองคืออะไร
แสวงหาที่ยืนให้ตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ลองทำงานหลายๆ อย่าง เรียนปริญญาโท มองหาเวทีใหม่ให้ตัวเอง
จนเมื่อวันที่เราท้อ เราเกิดคำถามที่ว่า ...มีงานอะไรนะ ที่เราอยากอยู่กับมันจนวันตาย (นอกประเด็นกับคำถามว่า งานที่เราอยากอยู่ด้วยจนวันตาย จะเป็นงานที่ทำให้เราอดตายหรือเปล่า)
 
บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ยังไม่รู้หรอก เพราะงานที่ฝัน ยังเป็นงานที่ไม่ได้ทำ ...ก็เลยไม่รู้ว่าพอเราได้ทำมันจริงๆ แล้ว เราจะยังมองมันสวยงามอยู่หรือเปล่า
ส่วนงานที่ทำอยู่ ก็ยังเป็นงานที่ชอบ ...เพียงแต่ไม่ตอบโจทย์ปากท้องเท่าไหร่นัก
 
สรุปคือ เลือกงานและเรื่องมากอยู่ เลยยังไม่เจอคำตอบ
 
ระหว่างที่จิตประวิงวุ่นวาย ก็ได้รู้จักกับงานอดิเรกอย่างหนึ่งที่จุดประกายบางอย่าง เป็นแสงวิบๆ ลิบๆ ไกลๆ
คอนโดที่พักอยู่มีระเบียงแคบๆ ไว้ให้พอประกอบอาหารและตากผ้า ตานีคิดอยากหาพืชผักผลไม้บางอย่างมาปลูก เลยเอาแกลลอนน้ำดื่มมาตัดปาก เจาะรู ซื้อดินไฮโซมาลง และหย่อนเมล็ดมะเขือเทศลงไป
 
แต่อย่าเพิ่งคิดว่า โอ้! เจ้ามะเขือน้อยนั่นได้จุดแสงห่งความหวังให้ตานีในเพลานั้นจินะ!!
 
ที่มาของที่มายังมีอีก แต่ประกายไฟแรกที่ทำให้ตานีได้ลองลงมือทำนั้นมาจาก...
รายการเกี่ยวกับการเกษตร ที่เกษตรกรได้รับแรงบันดาลใจและแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หลักการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสวนคอนโด ๙ ชั้นของลุงนิล และเกษตรกรท่านอื่นอีกมากมาย รวมถึงไร่คุโรดะ กับคาแรคเตอร์ธุรกิจการเกษตรอินทรีย์สไตล์ญี่ปุ่นที่ตานีนั่งตาแป๋วดูจากสารคดี
 
เมื่อย้อนกลับมาคิดว่า บ้านเกิดเราก็มีที่ดิน แถมดินก็อุดมสมบูรณ์ น้ำก็มีพอประมาณ ไม่มาก แต่ก็ไม่ขาด
ไยไม่คิดจะปลูกผักปลูกหญ้าดูเล่า?
 
สิงหาคม 2554 จนถึงธันวาคม 2554 มะเขือเทศที่ปลูกไว้ก็ให้ผลดังนี้
ชื่อของพวกเขาคือ...สมเขือ!!
 
สมเขือเซ็ตนี้คือ 4 ผู้รอดจากน้ำท่วม ปลูกไว้ 10 ต้นที่ระเบียงคอนโด แต่พอเริ่มโตก็เริ่มเบียดแย่งดินกัน ก็เลยแบ่งออกมา 4 ไปปลูกลงดินที่บ้าน ธรรมชาติย่อมดีกับธรรมชาติ สมเขือบ้านนอกโตเร็ว งดงามแม้ไม่บำรุง และผลิดอกออกผลให้ชื่นใจ 
 
ส่วนสมเขือเมืองกรุง แกร็น ใบเล็ก หดหู่ แถมเจอพิษน้ำท่วม (ตานีหนีกลับบ้านนอกเลยไม่มีคนรดน้ำ) ออกดอกก็ไม่เป็นลูกเพราะไม่มีแมลงช่วยผสม สุดท้ายก็ต้องถอนทิ้งหมด
 
นอกจากสมเขือแล้ว ในเวลาเดียวกันตานีก็ทำแปลงปลูกผักเบาเบา เตรียมไว้ให้แม่เพราะคาดว่าช่วงน้ำท่วมผักคงจะแพง เลยลงผักกาดเขียวซะเพียบ!
 
นี่คือเซตแรกที่ถอนออกมาทำอาหาร สด กรอบ อร่อยมากๆๆๆๆ เซตหลังๆ เริ่มกินไม่ไหว เก็บแจกไปก็เยอะ
ผักของตานีปลอดสารพิษ 100% ใบมีรอยตั๊กแตนเจาะ (มีบางต้นถูกกินโกร๋น สังเวยเทพตั๊กแตนไป) สมเขืออาจจะลูกไม่ใหญ่มาก มีรอยช้ำนิดหน่อยเพราะโดนลมตีช่วงเข้าหน้าหนาว บ้างก็มีหนอนเข้าไปอาสาเป็นเทสเตอร์ แต่ก็ไม่ทุกลูกนะยะ!!
 
รอบหลังตานีติดใจ ปลูกคะน้า ปลูกข้าวโพด พยายามปลูกแอสพารากัส
มีความสุขที่ได้เห็นผักงอกเงยงอกงาม ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตกับมือ ได้แบ่งปันคนรอบข้าง
 
ผักจึงเป็นเป้าหมายที่หลังจากนี้ไป
ตานีจะเดินหน้าอย่างจริงจัง ทำสวนเกษตรเล็กๆ อยู่ที่บ้าน
เมื่อชำนาญก็ค่อยพัฒนาเป็นธุรกิจ ซึ่งก็ร่างแผนไว้คร่าวๆ แล้ว
 
กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความฝันอยู่ ยังสวยงามอยู่
แต่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีในทุกสิ่ง ...การเดินทางระยะใกล้ที่ยาวนาน การงานที่ต้องเร่งรีบแข่งขัน
ผู้คนก็คอยแต่จะแยกเขี้ยวใส่กัน ยิ่งนานวันปอดฉันยิ่งอ่อนแอ (น่านนนน คล้ายๆ จะคล้องจอง)
 
อีกสาเหตุหนึ่งที่ตานีรู้สึกเพลียกับเมืองหลวงก็คือ คน
จริงอยู่ว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในชีวิตล้วนเป็นคนดี เป็นโชคดีของตานี
แต่เมื่อลองเข้าไปอยู่ในสังคมที่ต่างไป ก็เริ่มเห็นความหลากหลายของคน
เริ่มรู้สึกว่าคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว บ้างก็เขางอก บ้างก็หางโผล่ 
ตานีก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักหนาหรอก แต่ก็มีจุดยืน มีจริยธรรมให้ยึดถือ
หากไม่ใช่ว่าเพราะรับนิสัยคนไม่ได้
ก็คงเป็นเพราะตัวเองอ่อนแอจนไม่กล้าเผชิญโลก
 
บ่นเสียยาว ความตั้งใจจากนี้ไปคือ เตรียมเคลียร์ทุกอย่างเพื่อกลับไปใช้ชีวิตเรียบๆ อย่างที่หวัง
โดยวางแผนคร่าวๆ ว่า จากนี้ไปอีกสามสี่เดือน หากไม่มี something [good] new เกิดกับตานี
ก็เตรียมตัวเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าได้เลย
 

Comment

Comment:

Tweet